คู่มือฉบับบสมบูรณ์เกี่ยวกับสายพันธุ์ Indica, Sativa และ Hybrid

Admin
Written by Review Weed Cannabis & Health Enthusiast
Updated: 2023-09-29
คู่มือเกี่ยวกับสายพันธุ์กัญชา - sativa, indica และ hybrid

Table of Contents

ไม่ว่าคุณจะต้องการซื้อกัญชา หรือเลือกดอกกัญชาที่แตกต่างกัน คุณจะพบสายพันธุ์ 3 ประเภท ได้แก่ Indica, Sativa และ Hybrid (สายพันธุ์ลูกผสม) จากร้านค้า ร้านขายกัญชา และผู้ค้าส่งกัญชาเกือบทั้งหมดใส่กัญชาไว้ในถังหนึ่งในสามถังเพื่อแยกแยะผลกระทบ

Indica ให้ความผ่อนคลาย ส่วน Sativa ช่วยเพิ่มพลัง และสร้างความเบิกบาน ในขณะที่สายพันธุ์ไฮบริด คือ การรวมข้อดีของทั้งสองเอาไว้ด้วยกัน

แต่ในด้านวิทยาศาสตร์ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดวิธีการใหม่ในการจำแนกสายพันธุ์กัญชา ซึ่งเป็นวิธีที่พิจารณาจากสาร Cannabinoid และ Terpene ในกัญชา สารเคมีเหล่านี้สร้างคุณสมบัติที่แตกต่าง และแยกผลลัพธ์ของสายพันธุ์ Pineapple Express ออกจากสายพันธุ์ Blue Dream ได้

การแยกประเภทในรูปแบบ Indica/Sativa ยังคงเป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าผลลัพธ์การใช้จะเป็นอย่างไร

เมื่อคุณมีประสบการณ์ในการใช้กัญชามากขึ้น คุณจะพบว่าการสังเกตอัตราส่วนของ THC/CBD ซึ่งเป็นสาร Cannabinoid หลัก 2 ชนิด รวมถึงเทอร์ปีน เช่น Myrcene (ไมร์ซีน) หรือ Pinene (ไพนีน) จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาสายพันธุ์ที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจะมาพิจารณารายละเอียดของคุณสมบัติเหล่านี้กัน เพื่อตามหาคุณสมบัติและเอฟเฟกต์พิเศษของ Sativa และ Indica เพื่อช่วยคุณรู้จักทางเลือกที่น่าสนใจของกัญชาได้มากขึ้นอีกด้วย

สรุปภาพรวมสายพันธุ์กัญชา

ตารางด้านล่างแสดงภาพรวมโดยย่อของคุณสมบัติหลักจาก Indica, Sativa และ Hybrid

AttributesIndica Sativa Hybrid 
ความสูงเตี้ยและเป็นพวง; 100-150 ซมสูงและเพรียว; 150-300 ซม. ขึ้นไปมีลักษณะที่ผสมกัน
ใบใบที่หนาใบเล็กเพรียวมีลักษณะที่ผสมกัน
ดอกดอกแน่นดอกฟูมีลักษณะที่ผสมกัน
การเพาะปลูกเหมาะกับปลูกในร่มเหมาะกับปลูกกลางแจ้งปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง
ผลผลิตปานกลางมากขึ้นอยู่กับพันธุกรรม
ระยะเวลาออกดอกระยะออกดอกสั้นระยะออกดอกยาวระยะเวลาแตกต่างกันไป
ประเภทความไฮร่างกายสมองผสมกัน
การใช้อยากอาหาร, บรรเทาปวด, นอนหลับคลายความเครียด, เพิ่มพลัง, ความคิดสร้างสรรค์อเนกประสงค์; ช่วยทั้งร่างกายและจิตใจ
  • มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้กัญชาสามารถใช้คู่มือนี้ เป็นข้อบ่งชี้ถึงสิ่งที่จะได้รับ เมื่อพวกเขาสูบกัญชาได้
  • เกษตรกรและผู้ปลูกสามารถใช้คู่มือนี้ เพื่อเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเพาะปลูกได้
อินโฟกราฟิกแสดงลักษณะหลักของกัญชาสายพันธุ์ Indica เทียบกับกัญชาสายพันธุ์ Sativa
ลักษณะทางกายภาพหลักของกัญชาสายพันธุ์ Indica และ Sativa

ต้นกำเนิด และ การจัดหมวดหมู่ของ Indica และ Sativa

ในปี 1753 นักพฤกษศาสตร์ที่ชื่อ Carl Linnaeus ได้จัดระเบียบให้แก่โลกของกัญชา ด้วยการตีพิมพ์หนังสือชื่อ ‘Species Plantarum‘ ซึ่งจัดกลุ่มพืชออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เขาระบุให้กัญชาเป็น “Cannabis sativa L.” โดยตั้งชื่อสกุล (Genus) ว่า Sativa, ชื่อสปีชีส์ (Species) ว่า Cannabis (กัญชา) และมี Linnaeus (L.) เป็นเครื่องหมายระบุว่าเป็นงานของเขา

ก้าวกระโดดไปในปี 1785 นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Jean-Baptiste Lamarck ได้ยกระดับการจำแนกประเภทนี้ให้ละเอียดไปอีกขั้น เพราะเขาตระหนักว่า พืชกัญชาทุกต้นไม่เหมือนกัน บางต้นสูง และรูปร่างสมส่วนเหมือนนักบาสเกตบอล ส่วนบางต้นก็เตี้ยกว่า และดูแข็งแรงกว่า

Lamarck จึงตัดสินใจที่จะตั้งชื่อให้แตกต่างกัน โดยเรียกตัวสูงเรียกว่า ‘Cannabis Sativa’ ส่วนตัวที่เตี้ยกว่าถูกเรียกว่า ‘Cannabis Indica’

คุณควรทราบว่าการจำแนกประเภท Sativa/Indica ถูกกำหนดขึ้นจากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพืช ซึ่งก็คือ ลักษณะทางกายภาพของต้นกัญชา โดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการผลิตสารเคมี ทั้ง Cannabinoid และ Terpene และตลอดหลายปีที่ผ่านมา การจำแนกประเภทนี้ยังคงมีอยู่ และกลายเป็นบรรทัดฐานในเวลาต่อมา

สายพันธุ์อินดิกา (Indica)

สายพันธุ์ Indica มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของอินเดีย และเทือกเขาอัฟกานิสถาน ต้นกัญชาเหล่านี้อาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่เย็น และมีฤดูปลูกที่สั้น

คนส่วนใหญ่เลือกสายพันธุ์ Indica หากต้องการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง, แก้วิตกกังวล, บรรเทาอาการนอนไม่หลับ และแก้ปัญหาความอยากอาหาร

ลักษณะทางกายภาพ

ตรงข้ามกับสายพันธุ์ Sativa มีลักษณะเตี้ยและเป็นพุ่ม โดยทั่วไปจะมีความสูงระหว่าง 60-150 ซม.

ตรงข้ามกันกับ Sativa มาจากพื้นที่ที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นในฤดูหนาว ทำให้พืชออกดอกเร็ว และใช้ประโยชน์จากแสงได้มากที่สุด

นั่นคือเหตุผลที่สายพันธุ์นี้มีใบกว้าง, สีเขียวเข้ม หรือบางพันธุ์จะมีสีม่วงเมื่อสิ้นสุดรอบการออกดอก โดยทั่วไปดอกของ Indica จะหนาแน่นกว่าสายพันธุ์ Sativa

Indica เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกในร่ม หรือการปลูกในพื้นที่มีปัญหาด้านสภาวะต่าง ๆ

ผลที่ได้รับ

Indica เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความเมา เน้นให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย และช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่าย

รูปภาพแสดงถึงลักษณะและคุณสมบัติหลักของกัญชาสายพันธุ์ Indica
ลักษณะของดอกกัญชาสายพันธุ์ Indica

Indica มีแนวโน้มที่ความเข้มข้นของ THC จะอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกัญชาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และมีระดับ CBD ด้วยส่วนหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว การมีสาร Cannabidiol ที่ว่านี้ ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ Indica กลายเป็นยาระงับประสาทที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย

ด้วยเหตุนี้ สายพันธุ์เหล่านี้จึงเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ต้องการบรรเทาป่วยของโรคต่าง ๆ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในช่วงเย็นหรือกลางคืน นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยในเรื่องต่อไปนี้ได้อีกด้วย:

  • ลดอาการคลื่นไส้
  • เพิ่มความอยากอาหาร
  • คลายความวิตกกังวล
  • บรรเทาอาการปวด (จากอาการปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง)
  • แก้อาการนอนไม่หลับ

สายพันธุ์ยอดนิยม

  • Grandaddy Purple : เป็นสายพันธุ์Indica เกือบบริสุทธิ์ ที่มีกลิ่นขององุ่นและผลเบอร์รี ดอกของมันมักมีขนสีม่วงสวยงามซึ่งมีฤทธิ์กดประสาท
  • Afghan Kush: สายพันธุ์นี้มีผลช่วยให้หลับลึก นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีอารมณ์เคลิบเคลิ้มสูง นอกจากนี้ ยังช่วยจัดการกับความเจ็บปวด และช่วยให้เอาชนะอาการนอนไม่หลับได้ด้วย

สายพันธุ์ซาติวา (Sativa)

ต้นกำเนิดของสายพันธุ์ Sativa เกิดขึ้นในสภาพอากาศที่ร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่นเดียวกับในประเทศไทย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Thai landraces จึงมีชื่อเสียง เพราะเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ Sativa ดั้งเดิม

สายพันธุ์กัญชาเหล่านี้มีฤดูการเจริญเติบโตที่ยาวนานกว่า และต้องการเติบโตในอุณหภูมิและความชื้นที่สูง

สายพันธุ์ Sativa เน้นไปที่จิตใจมากกว่าการให้ความร่าเริง การใช้สายพันธุ์ นี้สามารถคลายความเครียด, คลายความวิตกกังวล, ลดความเหนื่อยล้า, ลดความเกียจคร้าน และเพิ่มระดับพลังงานได้

ลักษณะทางกายภาพ

สายพันธุ์ Sativa เจริญเติบโตและมีลำต้นสูงกว่าสายพันธุ์ Indica มาก ซึ่งมักจะมีความสูงระหว่าง 150-300 ซม. ในบางกรณี สามารถเติบโตได้สูงถึง 5 เมตร

นี่เป็นเพราะแสงแดดที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากฤดูหนาวในเขตร้อน ที่มีปริมาณแสงที่พืชควรรับได้อย่างเต็มที่ Sativa จึงมีอิสระและมีเวลาเติบโตสูงสุด นอกจากนี้ ยังหมายถึงการได้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ Indica

Sativa เป็นพืชต้นสูง, เรียว, ใบผอม ซึ่งมักเป็นสีเขียวอ่อน และมีกิ่งก้านน้อย ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำสำหรับการปลูกกลางแจ้ง หรือการปลูกในพื้นที่ที่เพียงพอ

ผลที่ได้รับ

ผลของ Sativa จะทำให้มึนเมา ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกมีพลัง และมีแรงบันดาลใจ เนื่องจากความเข้มข้นของ THC สูง และ CBD ในปริมาณต่ำ

รูปภาพแสดงถึงลักษณะและคุณสมบัติหลักของกัญชาสายพันธุ์ Sativa
ลักษณะของดอกกัญชาสายพันธุ์ Sativa

สายพันธุ์เหล่านี้เหมาะสำหรับการใช้งานในเวลากลางวัน เพื่อช่วยเพิ่มโฟกัสในการทำสิ่งต่าง ๆ และมีผลที่ได้รับทั่วไป เช่น:

  • บรรเทาอาการปวดหัวและคลื่นไส้
  • เพิ่มความอยากอาหาร
  • บรรเทาภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล
  • กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
  • เพิ่มแรงจูงใจและแรงบันดาลใจ

สายพันธุ์ยอดนิยม

  • Jack Hererสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งมีทั้งรสหวานและกลิ่นดิน เป็นสายพันธุ์ที่ดีสำหรับการเพิ่มพลังงานในตอนเช้า
  • Sour Diesel: สายพันธุ์ Sativa คลาสสิกอีกตัวที่ขึ้นชื่อเรื่อง การให้พลังงานสูง
  • Durban Poison: สายพันธุ์ Landrace Sativa ที่มีชื่อเสียง มีต้นกำเนิดในแอฟริกาใต้ และผู้คนมักใช้มันเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และเสริมประสบการณ์ที่ดีในการเข้าสังคม

สายพันธุ์ลูกผสม (Hybrid)

สายพันธุ์ Hybrid ถูกสร้างขึ้นโดยการผสมพันธุ์สายพันธุ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยทั่วไปคุณจะพบว่า Indica และ Sativa ถูกผสมกัน เพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่ทั้งหมด

ที่สำคัญ มีความเป็นไปได้สูงที่ทุกสายพันธุ์ในตลาดจะเป็นไฮบริดหรือลูกผสม เนื่องจากพืชเหล่านี้มีการผสมข้ามพันธุ์หลายครั้งในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่คุณเห็นในร้านขายกัญชาในพื้นที่ของคุณ จึงเป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่โดดเด่นของ Indica หรือ Sativa

ลักษณะทางกายภาพ

ลักษณะทางกายภาพจะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับแม่พันธุ์ ตัวอย่างเช่น หากลูกผสมมีลักษณะเด่นของ Indica ก็อาจมีใบที่เล็ก และต้นเป็นพุ่ม

สุดท้ายแล้ว ลักษณะทางกายภาพมักจะสะท้อนถึงสายพันธุ์ใดก็ตามที่มีพันธุกรรมที่เด่นกว่า

ผลที่ได้รับ

สายพันธุ์ Hybrid มัดผสมผสานคุณประโยชน์ของทั้งสายพันธุ์ Indica และ Sativa เข้าด้วยกัน พวกมันจึงให้ผลในการบรรเทาความเจ็บปวด, มีฤทธิ์ระงับประสาทจาก Indica และกระตุ้นความตื่นตัวทางจิตจาก Sativa

นอกจากนี้ สายพันธุ์ลูกผสมอาจมีความแข็งแรงมากกว่าสายพันธุ์ Indica และ Sativa

สายพันธุ์ยอดนิยม

  • Gorilla Glueสายพันธุ์ที่โดดเด่นของ Indica ที่มีทำให้รู้สึกสงบได้เป็นอย่างมาก ผู้ใช้รายงานว่า Gorilla Glue ช่วยให้รู้สึกสงบเหมือนกับถูกตรึงติดไว้กับโซฟาเลยทีเดียว
  • Chemdawg: เป็นสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักเรื่องกลิ่นที่แรงและฉุน มันเป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่โดดเด่นของ Sativa ซึ่งใช้เพื่อสร้างสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น Sour Diesel
  • Gelato: เป็นสายพันธุ์ไฮบริดที่โดดเด่นของ Indica ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องรสชาติที่คล้ายกับ Sativa เช่น เบอร์รี, ซิตรัส และดอกไม้ต่าง ๆ นี่จึงเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะแก่การผ่อนคลาย และช่วยลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี

สายพันธุ์รูเดอราลิส (Ruderalis)

กัญชาสายพันธุ์ Rudralis มักถูกบดบังด้วยคู่หูที่มีชื่อเสียงมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วสายพันธุ์ Ruderalis เป็นกัญชาที่มีความเรียบง่ายแต่น่าสนใจ มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคที่มีสภาพอากาศรุนแรงอย่างรัสเซีย ซึ่งสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักนี้ ได้ถูกพัฒนาลักษณะการเอาชีวิตรอดที่ไม่เหมือนใคร

แม้ว่ากัญชา Rudralis อาจไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณของ Sativa หรือ Indica แต่พวกมันมีคุณภาพที่ปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งจุดประกายความสนใจให้แก่ผู้เพาะพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง

ความสามารถในการออกดอกโดยไม่คำนึงถึงรอบแสง หรือที่เรียกว่า ‘‘Auto-Flowering’ ได้นำไปสู่การใช้เพื่อสร้างสายพันธุ์ไฮบริด สายพันธุ์เหล่านี้จะมีความทนทานต่อแมลงศัตรูพืช และโรคต่าง ๆ และระยะการออกดอกไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงแสง แต่จะเริ่มออกดอกตามอายุการเพาะปลูก

Indica หรือ Sativa: แบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

วิธีที่ง่ายที่สุดไม่จำเป็นต้องค้นคว้าอะไรมากมายเลย เพียงแค่ต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการประสบการณ์ประเภทใด ดังต่อไปนี้:

  • ต้องการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือไม่?
  • ต้องการใช้เพื่อสันทนาการ และสนุกสนานสำหรับปาร์ตี้ยามค่ำคืนหรือไม่?
  • ต้องการใช้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่?
  • เคยสูบกัญชามาก่อนหรือไม่?
  • ใช้กัญชาในช่วงกลางวันหรือกลางคืน
  • ต้องการให้ความเมาอยู่ได้นานแค่ไหน?

ตามกฎทั่วไปแล้ว:

  • Indica ตัวช่วยเพิ่มความสบาย ดอกของ Indica อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด หากต้องการการผ่อนคลายหลังจากวันอันแสนยาวนาน และได้พักผ่อนบนโซฟา สายพันธุ์ Indica ช่วยบรรเทาความรู้สึกของร่างกาย ทำให้เป็นทางเลือกสำหรับการบรรเทาอาการปวด และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น
  • Sativa ตัวช่วยเพิ่มพลัง เมื่อต้องการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์, ต้องการจัดการกับวันยุ่ง ๆ หรือเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ทางสังคมที่มีชีวิตชีวา Sativa อาจเป็นทางเลือกที่ดี เพราะช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจ, ปรับโฟกัส และทำให้คุณกระฉับกระเฉงมากขึ้น
  • Hybrid ผสานสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองโลก Hybrid อาจมี Indica หรือ Sativa ที่โดดเด่น ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างความผ่อนคลายและพลังงาน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาผลตามมิติต่าง ๆ ของกัญชา

คุณต้องพิจารณาความเข้มข้นของ THC และ CBD ของสายพันธุ์เหล่านี้ด้วย

ตัวอย่างเช่น Northern Lights และ Granddaddy Purple เป็นดอกของ Indica สองชนิด แต่มีระดับ THC ต่างกัน จึงทำให้เกิดผลต่างกัน Northern Lights อาจให้ผลที่ร่าเริง ในขณะที่ Granddaddy Purple อาจมีฤทธิ์กดประสาทสูง ดังนั้น การจำแนกประเภทขององค์ประกอบ จะช่วยให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

Chemovar classification: วิธีการแบ่งประเภทกัญชาที่ถูกต้องมากขึ้น

ในโลกของกัญชา เราจัดกลุ่มสายพันธุ์ต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่ เช่น Sativa, Indica และสายพันธุ์ลูกผสม เพื่อทำความเข้าใจว่าสายพันธุ์เหล่านี้ทำให้เรารู้สึกอย่างไร แต่ตอนนี้ เรากำลังค้นพบวิธีที่ชาญฉลาดกว่า ซึ่งเรียกว่า Chemovar Classification

แนวคิดใหม่นี้คำนึงถึงผลที่ได้รับจากกัญชา จากการผสมสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน เช่น สารเคมีที่เรียกว่า Cannabinoid และ Terpene สารเคมีเหล่านี้สร้างความรู้สึกที่แตกต่าง และเกิดความคิดฟุ้งซ่านเมื่อเราใช้กัญชา

ประเภทของ Chemovar 3 ประเภท

Chemovar Classification ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับกัญชา โดยจัดประเภทสายพันธุ์ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ตามลักษณะทางเคมีที่โดดเด่น:

  • ประเภทที่ 1 – THC สูง : ประเภทนี้มีความเข้มข้นของ THC สูง ซึ่งเป็นสาร Cannabinoid ของกัญชา ที่ก่อให้เกิดผลทางจิตประสาท ตัวอย่างเช่น Gelato, AK 47 และ Bruce Banner ล้วนแต่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้
  • ประเภทที่ 2 – CBD สูง : ประเภทนี้มีลักษณะเด่นตรงที่มีระดับของสาร CBD สูง ซึ่งเป็นสาร Cannabinoid ที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านประโยชน์ในการรักษาโรค สายพันธุ์เหล่านี้มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ ตัวอย่างทั่วไป ได้แก่ Remedy, Harlequin และ Charlotte’s Angel CBD
  • ประเภทที่ 3 – THC และ CBD เท่า ๆ กัน : ความสมดุลที่ลงตัวระหว่าง THC และ CBD ในอัตราส่วน 1:1 จะมอบประสบการณ์ที่ผสมผสานประโยชน์ที่เป็นไปได้ของสาร Cannabinoid ทั้งสองชนิด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่แสวงหากัญชาที่สมดุลและหลากหลาย

วิธีการนี้สอดคล้องกับผลงานของ ดร. Ethan Russo ผู้บุกเบิกงานวิจัยกัญชา เขานำเสนอทฤษฎีเรื่อง “Entourage Effect (ผลของสารประกอบในกัญชา)” ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง Cannabinoid และ Terpene

ดร. Russo กล่าวว่าการจำแนกประเภท Sativa/Indica แบบดั้งเดิมเป็นการทำให้เข้าใจง่ายเกินไป และสารประกอบทางชีวเคมีของพืช ไม่สามารถคาดเดาได้จากลักษณะทางกายภาพเพียงอย่างเดียว

บทบาทของเทอร์ปีน (Terpene)

Terpene เป็นสารเคมีที่ทำให้กัญชามีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความสำคัญต่อผลที่ได้รับเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ลองนึกถึง Indica ที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและง่วงนอน – กลิ่นอายของผลที่ได้รับโดยส่วนใหญ่มาจากสิ่งที่เรียกว่า Myrcene ซึ่งเป็น Terpene ทั่วไปใน Indica โดย Myrcene จะให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย จนทำให้คุณรู้สึกอยากพักผ่อนบนโซฟา

ในทางกลับกัน มี Terpene อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Limonene ซึ่งเป็นเหมือนสารกระตุ้นอารมณ์! Limonene มักพบในสายพันธุ์ที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุข, มีพลัง และร่าเริง ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหาตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ประมาณนี้ สายพันธุ์ที่มี Limonene สูง อาจเป็นทางเลือกที่ดีของคุณ

เมื่อเรานำเรื่องราวทั้งหมดนี้มารวมกับ Chemovar Classification จึงเปรียบเสมือนการถอดรหัสลับสำหรับผลที่จะได้รับเมื่อใช้กัญชา การรู้จักความแตกต่างของ Terpene ในแต่ละสายพันธุ์ สามารถช่วยคุณเลือก Terpene ที่เหมาะกับอารมณ์หรือความต้องการของคุณได้มากที่สุด

หากคุณต้องการผ่อนคลาย ให้มองหา Indica ที่อุดมด้วย Myrcene แต่หากคุณต้องการสร้างบรรยากาศเชิงบวก ให้ลองสายพันธุ์ที่มี Limonene แทน

มันเหมือนกับการสร้างสรรค์เมนูกัญชาส่วนตัว! ความรู้นี้จะช่วยให้คุณศึกษาโลกของสายพันธุ์กัญชา ด้วยวิธีที่ชาญฉลาดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

บทสรุป

การแบ่งแยกสายพันธุ์แบบดั้งเดิมว่าเป็น Sativa, Indica และ Hybrid ทำหน้าที่เป็นเพียงการแบ่งประเภทพื้นฐาน ในโลกที่มีความหลากหลายของกัญชา

การจำแนกประเภทเหล่านี้ยังคงมีใช้ได้ในปัจจุบัน โดยผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อโดยพิจารณาจากสิ่งที่คาดหวัง เช่น Indica ช่วยกระตุ้นร่างกาย และ Sativa ช่วยกระตุ้นจิตใจ และสายพันธุ์ลูกผสมมีทั้งสองอย่าง

แต่ตอนนี้ Chemovar Classification ทำให้การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจำแนกประเภทมีความละเอียดมากขึ้น เพราะเผยให้เห็นความซับซ้อนของสารเคมี เช่น Cannabinoid และ Terpene ซึ่งจะกำหนดผลที่ได้รับของสายพันธุ์แต่ละชนิดอย่างแท้จริง

คุณควรใช้วิธีการแบ่งประเภทด้วย Sativa/Indica หากคุณยังเป็นผู้ใช้กัญชามือใหม่ แต่เมื่อคุณเป็นผู้ใช้ที่มีประสบการณ์แล้ว การแบ่งประเภทด้วยวิธี Chemovar Classification จะเป็นเข็มทิศนำทางที่ดีของคุณเลยทีเดียว

เพราะสิ่งนี้นับเป็นแผนที่ขุมทรัพย์ เพื่อค้นหาประสบการณ์ที่คุณต้องการ – การเดินทางที่คุณไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ Indica หรือ Sativa เท่านั้น แต่ยังสามารถวางแผนการผจญภัยในรูปแบบของคุณเองได้ เมื่อ Terpene และ Cannabinoid แต่ละชนิดมีบทบาทที่แตกต่างกัน โลกของกัญชาจึงกลายเป็นสถานที่ทดลอง ที่รอให้คุณสำรวจและลิ้มลองด้วยตัวคุณเอง